เพิ่งกลับมาเขียนบล็อกในรอบหลายปี ด้วยอารมณ์เปลี่ยวบางอย่าง
สิ่งแรกที่ทำคืออ่านสิ่งที่ตัวเองเขียนไปเมื่อ 5 ปีก่อน นี่แหละข้อดีของการเขียนบันทึก ทำให้เรารู้ว่าเมื่อเรายังเด็กอยู่ เรามีความคิดยังไง แล้วตอนนี้เราเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ทั้งเรื่องสังคม เรื่องความคิด ทัศคติ เรื่องภาษา
พอมาถึงเรื่องภาษา ก็กระอักกระอ่วนใจครับ อ่านไปก็แทบรับไม่ได้ว่าทำไมตัวเองถึงใช้ภาษาไทยอย่างนี้ เห็น-เหง เป็น-เปง อะไร-อาราย ที่พอมาตอนนี้ก็รู้สึกต้องกลั่นกรองว่าอะไรสมควรไม่สมควร อะไรดีไม่ดี การเขียนแต่ละอย่าง ผมเลยต้องคิดมากขึ้น
หรือเป็นเพราะว่า ผมแก่เกินไป?
ตอนนี้อายุ 20 เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย บรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงจะยังไม่ผ่านโลกมามาก แต่พออ่านไดอารี่ตอนผมอยู่ ม.3 แล้ว ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มันดูยาวนานเหลือเกิน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับผม จากการเขียนสมัยยังละอ่อนผมรู้สึกได้เลยว่า มันไร้ซึ่งแรงกดดัน แรงบีบคั้น อยากเขียนอะไรก็เขียน ไร้สาระเท่าไรก็เขียน ขอแค่ได้เขียน รู้สึกถึงอิสระไร้แรงกังวล
ผมนั่งอ่านทีละอัน ทีละอัน .... แล้วก็ค่อยๆ ลบ ทีละอัน ทีละอัน
ทำไมถึงลบ ไม่รู้สิ ดูไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร เพราะอันเกิดขึ้นจากอารมณ์ล้วนๆ น่าจะเป็นอารมณ์ที่มันขัดแย้งกันเองว่า ทั้งอยากกลับไปเป็นแบบนั้นอีกครั้ง แต่เห็นสิ่งหลงเหลืออย่างนั้นมันก็เจ็บใจ ไม่ใช่เจ็บแบบแค้นนะ แต่มันแปลบๆ บอกไม่ถูก ในทางชีววิทยา อาจบอกว่านี่เป็นการหลบเลี่ยงความเจ็บทางใจ เป็นสัญชาตญานอย่างหนึ่งของการเป็นมนุษย์ ความเจ็บที่เกิดจาก
ความเปลี่ยนแปลงของเราเอง
อนิจจังเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ ของทุกสรรพสิ่ง การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกสิ่งอย่าง แม้แต่ภายในตัวเราเอง ที่โตมา ก็คงมีข้อคิดดีๆ แบบนี้ประคองจิตใจแหละ ย้ำกับตัวเองว่าไม่มีอะไรคงอยู่ได้ตลอด แม้แต่อุดมการณ์และความคิดอ่าน
ตอนนี้ก็เลยขอตั้งจิตเถอะ อยากทดลองเขียนต่อไปเรื่อยๆ กะไว้ว่าอายุซัก 40 กลับมาอ่านดูจะเป็นอย่างไร จะคับข้องเหมือนตัวเองเป็นในวันนี้ไหม ความคิดอ่านตอน 20 จะยังคงอยู่เมื่อ 30-40 รึเปล่า
เพราะอะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ ชิมิล่ะ?