นี่มันครบสามปีที่พิมพ์บล๊อกสุดท้ายแล้วเรอะ ไวจัง ลืมเลย ขอบคุณ exteen ครับ ที่ยังไม่ลบ ได้กลับมาเรื่องเก่าๆ มันก็ดีเหมือนกันนะครับ ... ถึงแม้ว่าจะไม่มากก็ตามทีเถอะ

ช่วงนี้ ผมว่าผมยุ่งนะ

ยุ่งมาก

เลยไปดูหนังซักหน่อย...

บางครั้งเราก็ตามใจตัวเองมากไปหน่อย ตามหัวใจ กับ ตามความขี้เกียจ มันมีเส้นบางๆ ขีดกั้นอยู่ ผมก็ขอเลือกเอาคำที่มันดูดีกว่าละกัน

วันนี้ไปดูหนังเรื่อง "พี่ชาย My Hero" หรือชื่อสากลๆ หน่อยว่า How to win at checkers (everytime) ที่กำกับโดยชาวเกาหลี  Josh Kim รู้ว่าเป็นตัวแทนหนังไทยที่ส่งเข้าชิง Oscars สาขาหนังภาษาต่างประเทศปีนี้ ชื่อหนังดูอินดี้ดี ช่างกล้าเสี่ยง ไม่น่าเรียกแขก แต่น่าสนใจดี

ตั้งใจจะดูเมื่อสองสามเดือนที่แล้ว แต่สุดท้ายหนังก็ออกโรงไป จนเมื่อเอสพลานาด รัชดา เอากลับมาเข้ามาฉายใหม่เป็น M Exclusive ไม่รู้ว่าจะอยู่อีกนานเท่าไหร่รอบนี้ เลยชิงโอกาสวันนี้ที่ลา ไปดูหน่อยละกัน

ก็รู้คร่าวๆ ว่าเนื้อเรื่องเป็นไง มันน่าสนใจนะ มันตรงดี

โดยเฉพาะเรื่องเกณฑ์ทหาร ที่ชีวิตของชายที่ไม่ได้เรียน รด. อย่างผม ในอีก 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับโถใบดำ-ใบแดง ชีวิตก่อนหน้าจับแม่งสับสนมาก วางแผนอะไรไม่ได้ ห้ามวางแผน ถึงมีแผน ก็อย่ายึดติดกับแผน

ต้องแบ่งใจไว้รับกับโชคชะตา

บรรยากาศตอนจับใบดำใบแดง ก็ตามในหนังแหละ มันแวบเข้ามาในหัว ถึงว่ารู้ว่าผลจะเป็นยังไง แต่ตอนจับจริงก็ลุ้นอยู่ดี หนังทำออกมาดีครับ

รายละเอียดตอนจับดีมากครับ ที่ทหารจะเซ็น ยศตัวบรรจงแล้วก็ชื่อเองยึกยักๆ ไม่มีใครเชียร์ "ใบดำ" หรอก มีแต่เชียร์ "ใบแดง"

โดยเฉพาะงานที่มันเริ่มจากพระอาทิตย์ขึ้นจนตกดินนี่แหละ เป็นเรื่องจริงที่สุด เป็นกระบวนที่ปล่อยให้เราลุ้นทั้งวันจากเช้าตรู่ยันเย็น จากเคารพธงชาติ เรียกพล ตรวจสภาพร่างกาย พักเที่ยง จับฉลากตำบล เรียกคนเข้า เรียงคนจับตามลำดับตำบลที่จับฉลากได้

หนังกับเรื่องจริงของผม อาจต่างกันแค่ของผมมี แก๊งค์ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ ที่เดินเป็นกลุ่มๆ ถือฟิล์มมาจากคลินิกเดียวกันโดยบังเอิญ บวกกับสัสดีอำเภอที่วิ่งวุ่นหาพ่อแม่ที เช็คชื่อทหารที ตบไหล่ที โต๊ะอำนวยการที วนกันนับครั้งไม่ถ้วน

ผมได้แต่คอยดูครับ ผมเห็นตั้งแต่ต้นจนจบ ผมอยู่ในกลุ่มสุดท้าย เพราะสละสิทธิ์ผ่อนผัน เสี่ยงมาจับก่อนเพราะจบต่างประเทศมาเร็วกว่าที่ไทย ถ้าเป็นรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่จะมาจับปีหน้าเพราะหมดสิทธิ์ผ่อนผันแล้ว กระบวนการเยอะหน่อย โดนชักสีหน้าก็เยอะ เพราะเรามาแปลก ไม่ได้เหมือนที่เค้าเตรียมมา

ผมถูกจับกลุ่มท้ายๆ ครับ เป็นกลุ่มแปลก แยกมาจากตำบลตัวเอง ถ้าเป็นในหนังก็ "กลุ่มใบดำชัวร์ๆ" แต่ผมไม่ได้ยัดนะ หรืออย่างน้อยผมก็เริ่มลังเลว่า หรือว่าผมไม่รู้กันแน่

แต่ไม่หรอก เพราะตอนจับ ผมเป็น 20 คนสุดท้าย ใบแดงเหลือ 4 ใบ ทหารเค้าประกาศอยู่ มีการออกมานับด้วย

จับได้ใบดำครับ ผมนิ่งครับ เป็นอารมณ์โล่งมากกว่า อาจเพราะเตรียมใจมาแล้วด้วย ความกังวลต่ออนาคตอะไรก็จบสิ้น ณ ตรงนั้น

ประเด็นนี้ของหนังดีครับ สะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง อาจเห็นตอนที่ยื่นใบมรณบัตรของพ่อแม่ให้ทหาร ถ้าทหารเห็นว่ามันแปลกกว่าชาวบ้าน ไล่ให้ทำตามระบบต่อไป ไม่ได้ท้วงถึงสิทธิ์อะไรให้เราเลย .... เพราะจริงๆ ถ้าพ่อแม่เสียไป แล้วเราเป็นกำลังหลักเดียวของบ้าน เราสามารถขอเว้นการเกณฑ์ได้ครับ

หนังอาจต้องการสื่อถึงความไม่รู้ สื่อถึงความห่างของชนชั้น ในตัวละคร ในสังคม ก็ได้ครับ มันเจ็บ อยากไปไฟท์ให้ตัวเอกเสียจริง

ไม่ใช่แค่มุมมองเกณฑ์ทหาร แต่ในมุมมองอื่นๆ ทั้งความรัก ครอบครัว การใช้ชีวิต มันได้ทิ้งความคิดไว้ให้ หลังผมออกจากโรง ถ้าผมเป็นเอกผมจะทำไง ถ้าเป็นไจ๋จะทำไง ถ้าเป็นป้าจะทำไง โดยเฉพาะโอ๊ต มันจะทำอะไรของมันหลังจากอ่านหนังสือเรื่องนั้นแล้ว

บางทีผมก็สงสัยนะว่าการดูหนังให้ได้กำไร มันต้องดูแล้วคิด หรือดูแล้วสบายใจ เอาเงินซื้อความสุข 1-2 ชม. ในห้องมืดๆ สบายใจกว่า

เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้ให้ตะกอนความคิดผมพอควรละครับ มันทิ้งบางอย่างไว้ มันไปกระทุ้งส่วนที่เป็นความจำ ความเหงา ความสงสารมันขึ้นมา ผมอินกะตัวละครนะ อาจเป็นเพราะว่าผมเป็นด้วยรึเปล่า ผมรู้สึกโหวงและแค้นตัวเองที่ไปดูหนังเรื่องนี้ ตะกอนที่ทิ้งไว้ให้เยอะครับ เยอะมาก เยอะดี

ผมคิดในแง่ดีว่ามันจะกลายเป็นผลึกสวยๆ ดีๆ บ้างละกัน

*** ก่อนฉาย แม่งเทรลเลอร์หนังตุ๊ด หนังเกย์เยอะไปนะ หนังเรื่องนี้ทำให้ประเด็นนี้มันธรรมชาติมากนะเฮ่ย เทรลเลอร์หนังพวกนี้มันไม่เจาะกลุ่มคนนี้หนังเรื่องนี้หรอก มันคนละแนวกันไปเลย ***

ลอก ข้อสอบ เฮ้อ

posted on 09 Feb 2012 00:07 by omogoki
การโกงในห้องสอบก็คงเป็นเรื่องที่คงจะปกติสามัญในสายตาของใครหลายๆ คน
 
หลายคนก็มองเป็นเรื่องตลก โปกฮา ไร้สาระ ในชีวิตการเรียน
 
ผมก็เคยเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งมันตัวเองได้รับผลกระทบ ทั้งทางคะแนน/เกรด แต่มันก็น้อยนิดนะ ถ้ามันเทียบกับความน้อยใจที่ว่า สิงที่เราได้ ก็ควรมาจากความสามารถของเราจริงๆ
 
พอมาอยู่ที่มหาวิทยาลัย ผมก็ยังไม่อาจออกจากสาละวนของการพบปะกับ "การลอก" พวกนี้
 
ผมก็อยู่ในสภาวะที่ก็หัวใช้ได้ ไม่ได้ผลกระทบอะไรจากการลอกไม่ลอกมาก หลายครั้งที่รู้สึก "เห็นแก่ตัว" และ "ปล่อยวาง" กับเหตุการณ์ที่มันไม่สมควรมีขึ้น แต่ดัน"เคยชิน"ไปซะแล้ว คงไม่ตื่นตัวตื่นเต้นอะไรตราบใดที่ยังไม่กระทบและเห็นเองกับตา
 
มิดเทอมที่ผ่านมา รู้สึกว่าประเด็นนี้เป็นอะไรร้อนแรงมาก มีคนได้รับผลกระทบทางด้านการทำข้อสอบ และสภาพจิตใจไปเต็มๆ รวมทั้งเพื่อนผมด้วย
 
เค้าเห็นการลอก การส่งสัญญาณ การคุย การเปลี่ยนที่ การถามผู้คุม ขอความช่วยเหลือ ได้ในห้องสอบ -- สถานที่ที่ควรจะควบคุมตัวแปรที่จะกระทบสมาธิของผู้สอบให้มากที่สุด และ เปิดโอกาสให้ผู้สอบแสดงศักยภาพของตัวเองให้มากที่สุด
 
เค้าไม่พอใจ เพื่อนๆ ไม่พอใจ ผมก็ไม่พอใจ
 
พวกเราร้องเรียนกับอาจารย์ สรรหามาตรการนานา เพื่อนำเสนออาจารย์ คิดกลโกงสารพัดที่อาจเกิดขึ้นได้แล้วแล้วก็คิดหาทางป้องกันพวกมัน
 
คิดเท่าไรก็ไม่จบ ... คิดเท่าไรก็ไม่สิ้น ... เหมือนมันไม่มีทางแก้และตันในตัวของมันเอง
 
ไปปรึกษากับอาจารย์ อาจารย์ก็ยกตัวอย่างมานานา บางครั้งเราก็รู้สึกว่านอกเรื่อง แต่มาถึงจุดหนึ่ง จนได้รู้สึกอย่างหนึ่งมาว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนทัศนคติและการกระทำต่อเหตุการณ์ที่ไม่ถูกต้องได้
 
มันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าหลายคนก็รู้มาอยู่แล้ว แต่ก็เลือกที่จะพยายามเข้าใจ แต่ก็ไม่ทำ และลืมมันไปในที่สุด
 
มันกลับมาหาผมอีกครั้ง แต่ผมไม่ใช่พยาน ผมแค่ฟังเค้ามา หากผมกล่าวอ้างไปจะกลายเป็นการดูถูกดูแคลน ดูหมิ่น เพื่อนผู้ต้องหาของเรามากกว่า .... เราจึงเข้าหา เพื่อนพยาน ที่คับแค้นข้องใจ
 
เราร่วมกันร่าง ตรวจสอบ หนังสือต่างๆ ไม่ได้หวังผลให้คนที่โกงจะต้องไปถึงไล่ออก ติดเอฟ แต่เพียงขอการดำเนินการให้เกิดขึ้น เป็นแบบอย่างบ้าง ในระยะสั้นก็ยังดี
 
แต่สุดท้ายความกลัวก็ครอบงำคนที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ ... พยาน
 
ผมไม่โทษหรอก เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิต ความคิด จุดยืน และสภาพอารมณ์ของคนอื่นได้ เค้าคงจะมองในจุดที่ต่างจากของเรา และความคิดสรุปของเค้าก็คือ ไม่ร่วมขัดขวาง
 
ผมยิ้มเบาๆ เหมือนได้บทเรียนที่สำคัญจากเรื่องราวในคราวนี้ว่า ต่อไปนี้ในการสอบไม่กี่ครั้งที่ยังเหลืออยู่ในชีวิต ผมก็คงจะต้องทำหน้าที่พยานเอง จะต้องสอดส่อง ไม่ทำตัวละเลยปัญหา จะไม่ให้มันเป็นเรื่องที่น่า "ชินชา" ไปเพราะเรื่องนี้ถึงแม้จะเป็นรายละเอียดที่แสนจะเล็กตอนนี้ แต่ในอนาคตมันคงเป็นเชื้อโสโครกที่ลุกลามตัวเรา ตัวเค้า สังคม
 
และ ประเทศชาติ อย่างที่เราเห็น ทุกวันนี้